2007/Jul/04

(เอามาจาก fw mail)

วันก่อนผมไปงานแต่งงานอดีตกิ๊ก (ที่ไม่ได้แปลว่าชู้ . . . แต่เป็นคนที่มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน)
เราเคยไม่ได้เจอกันมาเกือบปี จากการเจอกันครั้งสุดท้าย . . . ด้วยเหตุผลอะไรไม่รู้แต่ผมพยายามนึกเอง
ว่าเป็นเพราะงานเยอะไม่มีเวลา . . . ที่ทำให้เราห่างๆ กันไป
 
ผมยังจำได้วันที่เราเจอกันครั้งแรกผมไปหาเพื่อนที่คณะของเธอเราอยู่สถาบันเดียวกัน แต่คนละฝั่งถนน
ผมเห็นเธอเล่นกับหมาสกปรกๆ ตัวนึงภาพนั้นยังชัดเจนอยู่เลย ผู้หญิงผมยาว หน้าตาน่ารัก เล่นกับหมามอมแมม
เธอเอาลูกชิ้นปิ้งมาให้น้องหมากินลูบหัวลูบหูมันแบบไม่รังเกียจ
 
ผมไม่เคยจีบผู้หญิง จีบไม่เป็นด้วยแต่ผมขอให้เพื่อนแนะนำเธอให้รู้จัก
แสดงให้เห็นว่าผมสนใจเธอไม่รู้เรียกว่าจีบหรือเปล่า เราคุยกันถูกคอเรื่องหมา เรื่องหนัง เรื่องเพลง เรื่องนินทาเพื่อนของเรา
และเรื่องการเรียนที่เธอสนใจการเรียนของคณะผม และผมสนใจการเรียนคณะเธอซึ่งเป็นคนละสาย
 
ความสัมพันธ์ก่อตัว . . . เราอาจจะเป็นมากกว่าเพื่อน แต่ก็ไม่รู้จะใช้คำว่าแฟนได้ไหมเราไปกินข้าวด้วยกันทุกวัน
ผมเดินไปส่งเธอที่ป้ายรถเมล์ทุกเย็นเราโทรคุยกันบ่อยๆ ถึงจะไม่บ่อยมาก
วันหยุดเรานัดไปดูหนังด้วยกันผมถือของให้เวลาเธอไปชอปปิ้ง
แต่เราไม่เคยบอกว่าต่างคนต่างรู้สึกยังไงไม่เคยบอกใครและไม่เคยบอกกันว่าตกลงเราเป็นแฟนกัน
ไม่เคยมีคำพูดหวานๆ หรือการกระทำที่มันพิเศษมากไปกว่านี้จนเราเรียนจบ . . .
 
พอเริ่มทำงาน . . .
สังคมก็เริ่มเปลี่ยนเวลาและความวุ่นวายในหน้าที่การงานทำให้ความกระตือรือร้นที่จะเจอกันน้อยลง
ความถี่ในการโทรหากันห่างขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจำไม่ได้ ว่าครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน
กินข้าวกัน ดูหนังด้วยกัน และโทรศัพท์คุยกันคือเมื่อไหร่
ผมไม่คิดถึงเธอหรือเปล่า . . . ก็ไม่เชิง เพียงแต่มันมีเรื่องอื่นให้คิดมากกว่าจนเหมือนหลงๆ ลืมๆ เธอไป. . .
 
เรามาเจอกันอีกทีตอนงานแต่งงานเพื่อนคนที่แนะนำให้เรารู้จักกัน
หลังจากเรียนจบหลายปีเรายังคุยกันเหมือนเดิม แต่เหมือนระยะห่างมากขึ้น
เราไม่ถามกันว่าแต่ละคนหายไปไหนมาถามแต่ว่ากำลังทำงานอะไรอยู่ เป็นไงบ้าง แล้วเราก็ห่างหายกันไปอีกครั้ง . . .
 
แล้ววันนึง . . .
เธอก็โทรมาหาผมบอกว่ากำลังจะแต่งงาน กับชาวต่างชาติ ที่ทำงานที่เดียวกันกับเธอ
ผมบอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไงเราห่างกันจนผมไม่ควรจะหวงเธอแล้ว . . .
แต่ผมก็รู้สึกใจหายมันรู้สึกแปลกๆ เหงาๆ หัวใจ หวิวๆ ยังไงไม่รู้ ผมไปงานแต่งงานของเธอ . . .
บอกตรงๆ ว่าตอนอยู่ในงานผมนึกในใจ ว่าทำไมผู้ชายที่ยืนข้างเธอไม่ใช่ผม
แต่วันนั้นผมก็ได้แสดงความยินดีกับเธอไปอย่างเต็มใจ. . . . .
 
เมื่อคืนเธอโทรมาหาผม . . .เราคุยกันมากขึ้นกว่าตอนที่ห่างหาย 
ที่จริงผมเริ่มทำใจได้บ้างแล้วล่ะก็เลยแกล้งบอกเธอไปว่า . . .เนี่ย พอบีแต่งงานไป โอเลยไม่รู้จะแต่งกับใคร
เธอหัวเราะ ถามว่า นี่โออยากแต่งงานกับบีด้วยเหรอ นึกว่าไม่อยาก
ผมก็ อ้าว ทำไมล่ะ โอดูไม่ชอบบีเหรอ
 
เธอนิ่งไปแป๊บนึง แล้วก็ถามแบบเสียงซีเรียสว่า ถามจริงเถอะ บีอยากรู้มานานแล้ว ว่าที่ผ่านมาโอคิดยังไงกับบี
ผมถามย้อนกลับว่าที่เราไปกินข้าว ดูหนัง กันเนี่ย มันไม่ได้หมายความว่าชอบเหรอ ไม่เคยทำแบบนี้กับใครเลยนะ
จากนั้นผมถึงได้รู้ว่า เธอรู้สึกไม่เข้าใจว่าผมคิดไงมาตลอด เพราะเราไปไหนมาไหนด้วยกันทุกวัน คุยกันทุกวัน
แต่ผมไม่เคยมีอะไรหวานๆ ไม่เคยแสดงความห่วงใยเป็นพิเศษ
ไม่เคยบอกว่าชอบเธอไม่รู้ว่าเราเป็นแฟน . . . หรือเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก
ซึ่งสิ่งที่เธออยากรู้มาตลอดคือผมชอบเธอระดับไหน แค่คนควงเล่น หรือมากกว่านั้น
(ผมดูเหมือนคนคบผู้หญิงไว้ควงเล่นขนาดนั้นเลยเหรอ . . .)
เพราะเป็นผู้หญิง . . . ทำให้เธอไม่เคยกล้าถามแต่วันนี้ถามฐานะ 'เพื่อนเก่า'ตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้พูด
เพราะพูดไม่เป็น แล้วก็ไม่นึกว่าผู้หญิงจะต้องการการแสดงออกที่ชัดเจนมากกว่านี้
ยิ่งพอเรียนจบ ผมเหมือนหายไปเลย . . . ไม่ค่อยได้ติดต่อกัน
 
ผมรู้สึกเหมือนกับว่า
หัวข้อการคุยหลังจากนั้น คือเราต่างเสียดายที่เราไม่เปิดเผยความรู้สึกให้อีกฝ่ายมากกว่านี้ในตอนนั้น
ถึงเราจะคุยกันเหมือนเป็นเรื่องน่าขำ . . .หลังจากวางสายผมรู้สึกเหงาๆ หวิวๆ
ยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่าเธอจะแต่งงานมันเหมือนอะไรบางอย่างที่เราควรจะรักษาไว้ แต่กลับรักษาไม่ได้
แล้วตอนนี้มันก็สายเกินไปที่จะเรียกกลับมาก็หวังว่าความเหงาแบบนี้มันคงจะผ่านไป . . .
 
ไม่กี่วันหลังงาน ผมได้รูปแต่งงานของเธอมา (ผมขอรูปเจ้าสาวที่เธอไปถ่ายติดหน้างานไว้)
ผมดูแล้วก็ยิ้มๆ ทุกครั้งใช่ครับ . . . ถึงมันจะเศร้า แต่อย่างน้อยเธอก็เป็นความทรงจำที่ดี
ตอนที่ผมเห็นรูปนี้ครั้งแรกผมไม่เคยฝันว่างานแต่งงานผมจะเป็นไง . . . เจ้าสาวผมจะเป็นใคร
หน้าตาแบบไหนไม่เคยคิดด้วยซ้ำ . . .ว่าตัวเองจะแต่งงานหรือเปล่า
แต่รูปถ่ายผู้หญิงปล่อยผมยาว ยิ้มกว้าง แต่งหน้าอ่อนๆ ใส่ชุดสีขาวสบายๆ ริมสระน้ำ . . . ทัดดอกไม้สีขาวที่หู
รูปนี้ผมรู้สึกเสียดายจริงๆ ที่เธอไม่ใช่เจ้าสาวของผม ไม่ได้ใส่ชุดนี้เพื่อผมในงานแต่งงานของเธอ 
 
ทุกครั้งที่มองเธอผมถามตัวเองตลอด . . ว่าทำไมผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างเธอวันนี้ไม่ใช่ผม
แต่คำตอบของสิ่งที่ผมถามตัวเอง . . .ผมก็รู้ว่าเพราะอะไรเหตุการณ์นี้คงเป็นบทเรียนน่ะครับ
ซึ่งไม่รู้ผมจะมีโอกาสได้แก้ตัวอีกหรือเปล่า

เรื่องของคนที่ไม่ชัดเจน ไม่สม่ำเสมอ และเข้าใจยาก อย่างผม
อยากเอามาเล่าสู่กันฟังไม่อยากให้เกิดกับใคร. . .ใครที่ยังมีสิ่งที่ตัวเองหลงลืม ลองย้อนหันกลับไปมอง
และเอาใจใส่ให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นอีกนิดนะครับจะได้ไม่ต้องมานึกเสียดายทีหลัง . . . ถ้าสิ่งนั้นพลาด หรือหลุดลอยไป
หรือถ้าพลาด อย่างน้อยก็ยังรู้สึกว่าได้ทำเต็มที่แล้วไม่ใช่พลาด เพราะปล่อยปละละเลยอย่าลืมนะครับ . . .
 
ขอย้ำอีกทีว่า
++ ค ว า ม รั ก ต้ อ ง ก า ร ค ว า ม ชั ด เ จ น แ ล ะ ส ม่ำ เ ส ม อ + +
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ถูกต้องนะค๊าบ
#1  by  @ey (124.120.57.24) At 2007-07-07 21:36, 

<< Home