หนังเรื่องแรกที่ผมอย่างจะเขียนแนะนำเป็นเรื่องแรก สำหรับผมแล้วเลือกได้ไม่ยากเลยที่จะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ เนื่องจากมันเป็นหนังสุดโปรด หรือ สุดยอดในดวงใจเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ครั้งแรกที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จนจบอยากจะร้องตะโกนออกมาให้ชาวโลกได้รู้ว่า โอ้... พระเจ้าจอร์สมันเยี่ยมมากเลย หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า "The Shawshank Redemtion"
หนังเรื่องนี้ถูกดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นที่ชื่อว่า "Rita Hayworth and The Shawshank Redemtion" ซึ่งเขียนโดย คนที่เราๆ ท่านๆ น่าจะรู้จักกันดีก็คือ Stephen King นำแสดงโดย Morgan Freeman และ Tim Robbins กำกับโดย Frank Darabont เข้าฉายครั้งแรกเมื่อปี 1994 รายได้รวมจาก Box Office ของอเมริกานั้นอยู่ที่ 18 ล้านเหรียญเพียงเท่านั้น จากทุนสร้าง 25 ล้านเหรียญ ถือว่าหนังนั้นขาดทุนไม่เป็นท่าเลยทีเดียว อย่างไรก็ดีหนังยังได้เข้าชิง 7 รางวัล Oscar คือ นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, ถ่ายภาพยอดเยี่ยม, ตัดต่อยอดเยี่ยม, เพลงประกอบยอดเยี่ยม, บดดัดแปลงยอดเยี่ยม, บันทึกเสียงยอดเยี่ยม รวมถึง ภาำพยนต์ยอดเยี่ยม แต่ก็พลาดรางวัลไปหมด ซึ่งหนังที่ได้รางวัล Oscar ในปีนั้นก็ไม่ใช่หนังเรื่องอะไรที่ไหน แต่เป็น The Forest Gump ของพ่อหนุ่ม Tom Hanks เค้านั่นเอง
เมื่อหนังเรื่องนี้ได้ลงสู่ตลาดวีดีโอ ด้วยความยอดเยี่ยมของตัวหนังเองก็ได้ทำให้เกิดกระแส ปากต่อปาก จนตัวหนังนั้นได้ติดอันดับหนังที่มีคนเช่ามากที่สุดในปี 1995 และยังได้รับการโหวตจากผู้ชมให้เป็นหนังที่ดีที่สุดอันดับต้นๆ ของยุค 90 อีกด้วย หนังที่ไม่ประสบความสำเร็จตอนฉายในโรง แต่สามารถกลับฟื้นขึ้นมาได้ และด้วยความดีของตัวหนังเอง ส่งผลต่อผู้คนมากมายในทุกชาติ ทุกภาษา The Shawshank Redemtion เป็นตัวอย่างของหนังที่ไม่ต้องมีรางวัล หรือ รายได้มารับประกัน แต่อยู่ได้ด้วยการเข้าถึงใจผู้ชมด้วยความเยี่ยมยอดของตัวมันเอง
ตัวหนังนั้นเล่าถึง ชีวิตในเรือนจำของ Andy (Tim Robbins) นายธนาคารหนุ่มอนาคตไกล ซึ่งถูกตัดสินจำคุกในข้อหาฆาตกรรมภรรยา กับเพื่อนรัก Red (Morgan Freeman) ที่อยู่ในคุกมาก่อนนานแล้ว หนังพูดถึงมิตรภาพและความหวัง ที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านตัวละครทั้งสอง Andy นั้นเชื่อในความหวังอยู่เสมอ แต่ Red นั้นไม่เชื่อ แล้วคนดูจะเชื่ออะไร ความหวังเชื่อได้แค่ไหน ถ้าเราต้องอยู่ในสถาณการณ์อย่างในคุก ถูกจำคุกตลอดชีวิต ชีวิตจะดำเนินไปอย่างไร ด้วยความหวังอะไร Andy กล่าวว่ายังมีที่อื่นในโลกใบนี้ที่ไม่ได้มีแต่กำแพงและรั้วเหล็ก แต่ Red ไม่เชื่อ ที่ไม่เชื่อเพราะว่า เขาไม่ต้องการจะมีความหวังใดๆ ทั้งนั้น จำคุกตลอดชีวิต ขอทัณฑ์บนก็ไม่ผ่าน ถ้าเราเฝ้าแต่หวัง เราก็จะบ้าในที่สุด Andy ไม่ต่างจาก Red แต่ทำไมเขายังยึดมั่นในความหวัง หรือความหวังเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ควรต้องหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ต่อไป
คงมีประโยคที่เราได้ยินกันจนชินหูว่า ชีวิตคือการต่อสู้ แต่การต่อสู้นี้ไม่ได้หมายถึงการรบราฆ่าฟันกัน แต่คือการต่อสู้กับจิตใจของตัวเองให้ผ่านพ้นกับอุปสรรคปัญหาต่างๆ ที่เผชิญไปให้ได้ เหมือนกับที่ Andy กับ Red ได้ต่อสู้กับสิ่งต่างๆ ภายในเรือนจำ ความจริงแล้วเราทุกคนก็ต้องต่อสู้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนทั้งนั้น เพราะว่าการต่อสู้เป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตอยู่ ถ้าหากเราเลือกที่จะไม่ต่อสู้ ชีวิตก็คงถูกปล่อยให้ถึงวาระลาจาก ไปอย่างง่ายดาย
ฉากที่ผมชอบมากๆ นั้นเป็นฉากสุดท้าย (คนที่ยังไม่ได้ดูควรจะหยุดอ่านก่อน) เป็นฉากที่ Red (ซึ่งเพิ่งออกมาจากคุก) มาพบ Andy (ซึ่งออกมาจากคุกก่อนนานแล้ว) ฉากนั้นเป็นฉากริมชายหาด ท้องฟ้าสีคราม ทะเลสีฟ้าไกลสุดลูกหูลูกตา บ่งบอกถึงความอิสระที่ทั้งคู่ค้นหามานาน แล้ว Red กับ Andy ก็เข้ามากอดกัน เป็นเหมือนสัญญาว่ามิตรภาพของทั้งคู่จะยืนยงต่อไปตลอดกาล เป็นฉากจบที่ทำให้ผู้ชมนั้นรู้สึกได้ของความอิ่มเอิบ อิ่มเอม เต็มปรี่ในหัวใจ ราวกับการเดินอันยาวนานทางที่แสนเหน็ดเหนื่อยได้จบลงซะที แล้วความหวังก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า มันคุ้มค่าที่เฝ้ารอจริงๆ
หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึง มิตรภาพทีมีต่อกันของเพื่อนรัก แล้วความหวังที่มีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ หนังได้ตอกย้ำให้ทุกๆ คนมีความหวัง และความหวังนั้นจะนำไปสู่ความอิสระ ดั่งเช่น สโลแกนของหนังที่ว่า "Fear can hold you prisoner. Hope can set you free."
อยากจะฝากคำพูดของ Andy ที่พูดกับ Red ไว้ให้กับทุกๆ คน
"Remenber, Red, hope is a good thing. may be the best of things. And no good thing ever dies" - Andy
... ขอให้ทุกคนมีความหวังในหัวใจอยู่เสมอนะครับ ...
edit @ 2005/05/09 22:36:38