2007/Jul/05

เมื่อพูดถึงคำว่า "ทางแยก" มันก็คงหมายถึงสิ่งที่ต้องเลือก การเลือกทางเดิน คนรักกันเมื่อถึงทางแยกก็คงต้องแยกจากกัน ตัวผมเองก็เคยเจอทางแยกแบบนี้มาบ้าง การเลือกของทางแยกหนึ่งจะนำไปสู่อีกทางแยกเสมอ ชีวิตของแต่ละคนนั้นย่อมมีทางแยกมากมายไม่เหมือนกัน ทางแยกนึงอาจจะนำไปสู่สิ่งทีดีกว่าหรือแย่กว่า นั่นก็เป็นคำถามที่ไม่สามารถตอบได้ แต่เมื่อเราได้เลือกในเส้นทางใดแล้วก็คงไม่ส่ามารถกลับไปแก้ไขมันได้

เมื่อชิวิตต้องเดินมาถึง "ทางแยก" ก็ต้องเป็นอีกครั้งนึงที่เราต้องตัดสินใจว่าจะเลือกเดินในเส้นทางไหน ซ้ายหรือขวา แล้วข้างหน้าต่อไปจะเจออะไรล่ะ สำหรับผมแล้วทางหนึ่งคือสิ่งที่เราไม่เคยเจอมาก่อน ข้างหน้านั้นมีอะไรหลายอย่างต้องให้ฟันฝ่าอีกมาก อนาคตไม่รู้จะเป็นอย่างไร รู้สึกกลัวอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าผ่านมันไปได้อะไรๆ อาจจะดีขึ้น กับอีกทางหนึ่งที่แสนจะเรียบง่าย ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ อย่างไม่ลำบากมาก พอมีพอกินไปเรื่อยๆ

การเกิดขึ้นของ "ทางแยก" นี้ของผม ต้องกลับไปมองย้อนเมื่อหลายปีก่อน แต่ก่อนนั้นผมไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องเดินมาเจอทางแยกอันนี้ เคยคิดแต่ว่าเกิดมามีแค่คนที่เรารักและรักเราอยู่ด้วยกันก็พอแล้ว ใช้ทุกๆ วันอยู่ด้วยกันอย่างมีความหมาย อาจจะเป็นเพราะว่าเราคงมีความสุขดีรู้สึกไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากก็ได้ แต่พอวันนึงที่เราต้องแยกจากกัน ทำให้เราต้องเรียนรู้การอยู่คนเดียว มันเหมือนกับว่าเราอยากจะทำให้สิ่งต่างๆ นั้นดีขึ้น อยากทำให้ตัวเองดีขึ้น เลยต้องไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีกว่าเดิม และมันก็นำมาสู่การเดินมาเจอ "ทางแยก" อันนี้ ซึ่งกว่าจะเดินมาถึงทางแยกนี้ก็ลำบากมาไม่น้อย เคยลองนั่งนึกเล่นๆ ว่า ฟ้าเบื้องบนคงแกล้งกำหนดให้มันเป็นไปอย่างนั้น ถ้าให้ผมยังสุขสบายดีอยู่ ก็คงจะไม่ได้ดิ้นรนอะไรมากมาย แต่พอมาถึงวันนี้ผมยืนอยู่ตรงหน้าทางแยก เหลือเพียงแค่การเลือกว่าจะก้าวเท้าเดินไปในทางไหน ความรู้สึกมันค่อนข้างสับสนอย่างบอกไม่ถูก

แล้วฟ้าจะนำพาให้ผมไปในเส้นทางไหนล่ะ?

2007/Jul/04

(เอามาจาก fw mail)

วันก่อนผมไปงานแต่งงานอดีตกิ๊ก (ที่ไม่ได้แปลว่าชู้ . . . แต่เป็นคนที่มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน)
เราเคยไม่ได้เจอกันมาเกือบปี จากการเจอกันครั้งสุดท้าย . . . ด้วยเหตุผลอะไรไม่รู้แต่ผมพยายามนึกเอง
ว่าเป็นเพราะงานเยอะไม่มีเวลา . . . ที่ทำให้เราห่างๆ กันไป
 
ผมยังจำได้วันที่เราเจอกันครั้งแรกผมไปหาเพื่อนที่คณะของเธอเราอยู่สถาบันเดียวกัน แต่คนละฝั่งถนน
ผมเห็นเธอเล่นกับหมาสกปรกๆ ตัวนึงภาพนั้นยังชัดเจนอยู่เลย ผู้หญิงผมยาว หน้าตาน่ารัก เล่นกับหมามอมแมม
เธอเอาลูกชิ้นปิ้งมาให้น้องหมากินลูบหัวลูบหูมันแบบไม่รังเกียจ
 
ผมไม่เคยจีบผู้หญิง จีบไม่เป็นด้วยแต่ผมขอให้เพื่อนแนะนำเธอให้รู้จัก
แสดงให้เห็นว่าผมสนใจเธอไม่รู้เรียกว่าจีบหรือเปล่า เราคุยกันถูกคอเรื่องหมา เรื่องหนัง เรื่องเพลง เรื่องนินทาเพื่อนของเรา
และเรื่องการเรียนที่เธอสนใจการเรียนของคณะผม และผมสนใจการเรียนคณะเธอซึ่งเป็นคนละสาย
 
ความสัมพันธ์ก่อตัว . . . เราอาจจะเป็นมากกว่าเพื่อน แต่ก็ไม่รู้จะใช้คำว่าแฟนได้ไหมเราไปกินข้าวด้วยกันทุกวัน
ผมเดินไปส่งเธอที่ป้ายรถเมล์ทุกเย็นเราโทรคุยกันบ่อยๆ ถึงจะไม่บ่อยมาก
วันหยุดเรานัดไปดูหนังด้วยกันผมถือของให้เวลาเธอไปชอปปิ้ง
แต่เราไม่เคยบอกว่าต่างคนต่างรู้สึกยังไงไม่เคยบอกใครและไม่เคยบอกกันว่าตกลงเราเป็นแฟนกัน
ไม่เคยมีคำพูดหวานๆ หรือการกระทำที่มันพิเศษมากไปกว่านี้จนเราเรียนจบ . . .
 
พอเริ่มทำงาน . . .
สังคมก็เริ่มเปลี่ยนเวลาและความวุ่นวายในหน้าที่การงานทำให้ความกระตือรือร้นที่จะเจอกันน้อยลง
ความถี่ในการโทรหากันห่างขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจำไม่ได้ ว่าครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน
กินข้าวกัน ดูหนังด้วยกัน และโทรศัพท์คุยกันคือเมื่อไหร่
ผมไม่คิดถึงเธอหรือเปล่า . . . ก็ไม่เชิง เพียงแต่มันมีเรื่องอื่นให้คิดมากกว่าจนเหมือนหลงๆ ลืมๆ เธอไป. . .
 
เรามาเจอกันอีกทีตอนงานแต่งงานเพื่อนคนที่แนะนำให้เรารู้จักกัน
หลังจากเรียนจบหลายปีเรายังคุยกันเหมือนเดิม แต่เหมือนระยะห่างมากขึ้น
เราไม่ถามกันว่าแต่ละคนหายไปไหนมาถามแต่ว่ากำลังทำงานอะไรอยู่ เป็นไงบ้าง แล้วเราก็ห่างหายกันไปอีกครั้ง . . .
 
แล้ววันนึง . . .
เธอก็โทรมาหาผมบอกว่ากำลังจะแต่งงาน กับชาวต่างชาติ ที่ทำงานที่เดียวกันกับเธอ
ผมบอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไงเราห่างกันจนผมไม่ควรจะหวงเธอแล้ว . . .
แต่ผมก็รู้สึกใจหายมันรู้สึกแปลกๆ เหงาๆ หัวใจ หวิวๆ ยังไงไม่รู้ ผมไปงานแต่งงานของเธอ . . .
บอกตรงๆ ว่าตอนอยู่ในงานผมนึกในใจ ว่าทำไมผู้ชายที่ยืนข้างเธอไม่ใช่ผม
แต่วันนั้นผมก็ได้แสดงความยินดีกับเธอไปอย่างเต็มใจ. . . . .
 
เมื่อคืนเธอโทรมาหาผม . . .เราคุยกันมากขึ้นกว่าตอนที่ห่างหาย 
ที่จริงผมเริ่มทำใจได้บ้างแล้วล่ะก็เลยแกล้งบอกเธอไปว่า . . .เนี่ย พอบีแต่งงานไป โอเลยไม่รู้จะแต่งกับใคร
เธอหัวเราะ ถามว่า นี่โออยากแต่งงานกับบีด้วยเหรอ นึกว่าไม่อยาก
ผมก็ อ้าว ทำไมล่ะ โอดูไม่ชอบบีเหรอ
 
เธอนิ่งไปแป๊บนึง แล้วก็ถามแบบเสียงซีเรียสว่า ถามจริงเถอะ บีอยากรู้มานานแล้ว ว่าที่ผ่านมาโอคิดยังไงกับบี
ผมถามย้อนกลับว่าที่เราไปกินข้าว ดูหนัง กันเนี่ย มันไม่ได้หมายความว่าชอบเหรอ ไม่เคยทำแบบนี้กับใครเลยนะ
จากนั้นผมถึงได้รู้ว่า เธอรู้สึกไม่เข้าใจว่าผมคิดไงมาตลอด เพราะเราไปไหนมาไหนด้วยกันทุกวัน คุยกันทุกวัน
แต่ผมไม่เคยมีอะไรหวานๆ ไม่เคยแสดงความห่วงใยเป็นพิเศษ
ไม่เคยบอกว่าชอบเธอไม่รู้ว่าเราเป็นแฟน . . . หรือเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก
ซึ่งสิ่งที่เธออยากรู้มาตลอดคือผมชอบเธอระดับไหน แค่คนควงเล่น หรือมากกว่านั้น
(ผมดูเหมือนคนคบผู้หญิงไว้ควงเล่นขนาดนั้นเลยเหรอ . . .)
เพราะเป็นผู้หญิง . . . ทำให้เธอไม่เคยกล้าถามแต่วันนี้ถามฐานะ 'เพื่อนเก่า'ตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้พูด
เพราะพูดไม่เป็น แล้วก็ไม่นึกว่าผู้หญิงจะต้องการการแสดงออกที่ชัดเจนมากกว่านี้
ยิ่งพอเรียนจบ ผมเหมือนหายไปเลย . . . ไม่ค่อยได้ติดต่อกัน
 
ผมรู้สึกเหมือนกับว่า
หัวข้อการคุยหลังจากนั้น คือเราต่างเสียดายที่เราไม่เปิดเผยความรู้สึกให้อีกฝ่ายมากกว่านี้ในตอนนั้น
ถึงเราจะคุยกันเหมือนเป็นเรื่องน่าขำ . . .หลังจากวางสายผมรู้สึกเหงาๆ หวิวๆ
ยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่าเธอจะแต่งงานมันเหมือนอะไรบางอย่างที่เราควรจะรักษาไว้ แต่กลับรักษาไม่ได้
แล้วตอนนี้มันก็สายเกินไปที่จะเรียกกลับมาก็หวังว่าความเหงาแบบนี้มันคงจะผ่านไป . . .
 
ไม่กี่วันหลังงาน ผมได้รูปแต่งงานของเธอมา (ผมขอรูปเจ้าสาวที่เธอไปถ่ายติดหน้างานไว้)
ผมดูแล้วก็ยิ้มๆ ทุกครั้งใช่ครับ . . . ถึงมันจะเศร้า แต่อย่างน้อยเธอก็เป็นความทรงจำที่ดี
ตอนที่ผมเห็นรูปนี้ครั้งแรกผมไม่เคยฝันว่างานแต่งงานผมจะเป็นไง . . . เจ้าสาวผมจะเป็นใคร
หน้าตาแบบไหนไม่เคยคิดด้วยซ้ำ . . .ว่าตัวเองจะแต่งงานหรือเปล่า
แต่รูปถ่ายผู้หญิงปล่อยผมยาว ยิ้มกว้าง แต่งหน้าอ่อนๆ ใส่ชุดสีขาวสบายๆ ริมสระน้ำ . . . ทัดดอกไม้สีขาวที่หู
รูปนี้ผมรู้สึกเสียดายจริงๆ ที่เธอไม่ใช่เจ้าสาวของผม ไม่ได้ใส่ชุดนี้เพื่อผมในงานแต่งงานของเธอ 
 
ทุกครั้งที่มองเธอผมถามตัวเองตลอด . . ว่าทำไมผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างเธอวันนี้ไม่ใช่ผม
แต่คำตอบของสิ่งที่ผมถามตัวเอง . . .ผมก็รู้ว่าเพราะอะไรเหตุการณ์นี้คงเป็นบทเรียนน่ะครับ
ซึ่งไม่รู้ผมจะมีโอกาสได้แก้ตัวอีกหรือเปล่า

เรื่องของคนที่ไม่ชัดเจน ไม่สม่ำเสมอ และเข้าใจยาก อย่างผม
อยากเอามาเล่าสู่กันฟังไม่อยากให้เกิดกับใคร. . .ใครที่ยังมีสิ่งที่ตัวเองหลงลืม ลองย้อนหันกลับไปมอง
และเอาใจใส่ให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นอีกนิดนะครับจะได้ไม่ต้องมานึกเสียดายทีหลัง . . . ถ้าสิ่งนั้นพลาด หรือหลุดลอยไป
หรือถ้าพลาด อย่างน้อยก็ยังรู้สึกว่าได้ทำเต็มที่แล้วไม่ใช่พลาด เพราะปล่อยปละละเลยอย่าลืมนะครับ . . .
 
ขอย้ำอีกทีว่า
++ ค ว า ม รั ก ต้ อ ง ก า ร ค ว า ม ชั ด เ จ น แ ล ะ ส ม่ำ เ ส ม อ + +

2007/Jul/04

เรื่องนี้คุณๆ คงรู้อยู่แล้วว่านภคบอยู่กับ น้องเพลิน-ประทุมมาส ที่อายุแตกต่างกันถึง 10 ปี รู้จักกันตั้งแต่น้องเพลินอยู่ ม.3
จนกระทั่งลงเอยด้วยการแต่งงาน แต่ไม่ค่อยมีใครได้รู้รายละเอียดจริงๆ ว่า เพลินและนภ รัก ทะเลาะ และดูแลกันอย่างไร....

เพลินนี่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตคุณเลย
นภ : ใช่ครับ เขาทำให้เราสงบลง ทำให้เราไม่ฟุ้งซ่าน บางทีความเป็นผู้ชายของเราที่มีกิเลสตัณหามันมีไม่รู้จบ พอกล้ามโตก็อยากจะโชว์คนอื่น เบ่งให้สาว คนโน้นดู คนนี้ดู แต่พอมาเจอเพลินแล้วรู้สึกเลยว่า เขาทำให้เราสงบ เขาคือยูนิเวิร์สของเราจริงๆ

อะไรที่คุณเจอในตัวเพลิน
นภ : ผมก็ไม่แน่ใจว่าผมเจออะไร (หัวเราะ) แต่แค่รู้สึกว่ามันค่อยๆ มาเรื่อยๆ สายตาที่เขามองเรา มันเหมือนกับที่เรามองเขา ผมมองเขาด้วยความรัก ความเอ็นดู ความรู้สึกนี้มันค่อยๆ มาเรื่อยๆ จนกลายเป็นว่าเราขาดเขาไม่ได้

เคยมีปัญหากันบ้างไหมครับ
นภ : มีปัญหาแน่ๆ แต่ก็เตรียมใจไว้แล้ว ตั้งแต่คบกัน จริงๆ แล้วดวงของผมกับเพลินนี่แรงทั้งคู่ คือเกิดเดือนเมษาฯเหมือนกัน เราเหมือนกันตรงที่มีอะไร ก็พูดออกมาหมด ผมเป็นคนปากไวด้วย บางทีพูดอะไรไปแล้วก็มานั่งเสียใจทีหลัง รู้สึกผิด แต่เราทั้งคู่ก็ไม่ค่อยจะทนกับสิ่งที่มันไม่ถูกต้องในชีวิตเท่าไหร่ ฉะนั้น บางทีก็นำมาสู่ความมีทิฐิ อย่างตอนที่ทะเลาะกันแรงๆ เมื่อ 3-4 ปีก่อนก็เพราะว่าอีโก้ทั้งคู่ ถึงขั้นเกือบจะเลิกกัน บางทีผู้ชายเราอีโก้มันสูง อย่างเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วก็ทะเลาะกันแรงมากจนเกือบจะต้องเสียเขาไป จนน้องชายมาบอกว่า “เฮ้ย! ยู ยูรู้หรือเปล่าว่ายูกำลังจะเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไปแล้วนะ” ผมก็บอกว่าผมไม่เชื่อหรอก ตอนนั้นโกรธ คิดว่าเพลินก็แค่เด็กเมื่อวานซืน แต่พอมานั่งคิดดูอีกที ถึงรู้ว่าโอ้โฮ! นี่เราแพ้เขาหมดทุกประตูเลย ชีวิตเราไม่มีเขานี่เราแย่เลย ผมเชื่อว่าการที่ผมได้รู้จักเพลินทำให้ชีวิตเราดีขึ้น แต่ผมไม่ได้คบเขาเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้นนะ แต่เพราะว่ามีเขาต่างหากชีวิตเราถึงมีค่ากับคนอื่นได้ บางทีผู้ชายที่ทะนงตัว สุดท้ายจุดจบ ก็ไม่ต่างจากนักรบที่แม่งก็ตายอย่าง เดียวดาย เพราะอีโก้แดก แต่สำหรับผมไม่ใช่ ที่เรารบชนะมาทุกครั้งส่วนหนึ่งเลยก็เพราะเขา


แล้วกลับมาคืนดีกันได้อย่างไรครับ

นภ : บังเอิญเป็นช่วงเดียวกับที่คุณปู่ผมเสีย ผมมีโอกาสได้บวชทั้งๆ ที่ไม่ได้เลื่อมใสในพุทธศาสนาอะไรเท่าไหร่ คือคิดว่าจะบวชให้คุณปู่ตามคติความเชื่อว่าได้ทำอะไรให้ท่าน ช่วงนั้นเป็นช่วงเดียวกับที่อีโก้ของผมนี่ขึ้นไปถึงขีดสูงสุดแล้ว (หัวเราะ) ก็ไปบวชอยู่ 59 วัน การบวชครั้งนั้นเองคือการ break through barrier ของผมอย่างจัง จากนภคนเดิมที่เคยเป็นคนที่มีทิฐิสูง กลายมาเป็นคนที่ไม่มีอะไรเลย เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแบบส้นเท้าเป็นฝ่ามือได้เลย (หัวเราะ) มันทำให้เรื่องทุกอย่างคลี่คลายลง

 

เขาไม่มีจุดเสียที่เรารับไม่ได้เลยหรือ
นภ : ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่มันคือการยอมรับ ได้ เพราะเมื่อเราเปิดรับเขาเข้ามาในชีวิตเรา ก็ไม่ได้คิดเรื่องว่าเราต้องเหนือกว่าเขา ผู้ชายมักถือตัวว่าตัวเองต้องมาก่อน พอไม่ได้คิดเรื่องนั้นมันเลยกลายเป็นความกลมกลืน ผู้หญิงเขาก็มีอารมณ์ แบบพ่อแง่แม่งอน บางทีคิดอีกอย่าง พูดอีกอย่าง เพลินก็เป็น แต่เขาจะบอกเราเสมอว่า เวลามีปัญหายูต้องบอกไอเลยนะ เพราะไอเดาใจยูไม่ถูก ฉะนั้น ก็พูดกันตรงๆ แล้วเพลินเป็นคนที่แสดงออกเลยเวลาไม่พอใจ เวลาเรามารับเขาช้าก็หน้างอ เขาโกรธเราเพราะเรามารับช้า ก็ง้อซะสิ ก็จบละ แต่ถ้ามัวแต่บอกว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไร เดี๋ยวก็ทะเลาะกันอีก เวลาที่เราไปทำงานกับเพื่อนๆ แล้วเขาไปด้วย พอเขาเบื่อเขาก็แสดงออกมาว่าเบื่อเลย ผมก็มีหน้าที่เข้าใจว่าทำไมเขาเบื่อ ก็เพราะให้เขารอมา 3-4 ชั่วโมงแล้ว เขาก็ต้องเบื่อเป็นธรรมดา ก็ต้องง้อเขา หรือไม่ ก็พาเขากลับ


กังวลไหมครับกับชีวิตคู่
นภ : ไม่มีเลย แค่รู้สึกว่าอยากจะอยู่กับเขาไวๆ รู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้เจอเขา เมื่อเช้าก็แวะไปบ้านเขา เอายาไปให้ เพราะเขาลืมยาไว้ในรถ ผมก็ไม่รู้สึกเหนื่อยที่จะต้องแวะไปบ้านเขา แต่กลับเป็นความรู้สึกที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน...ทุกวัน แต่สิ่งที่ผมกลัวอยู่ลึกๆ คือกลัวเสียเขาไป ทุกวันนี้บางทีก็คิดขึ้นมาว่า ถ้าวันหนึ่งผมต้องเสียเขาไป ผมจะเป็นยังไง ชีวิตผมคงกลับไปเป็นแบบเดิมอีก ที่ไม่แยแส ใคร คืออาจจะ lost ตัวเองไปเลย ซึ่งบอกได้เลยว่าผมยังไม่พร้อมที่จะเจออะไรแบบนี้